การปกครองท้องถิ่นไทย : เทศบาล
เทศบาล
เทศบาลถือว่าเป็นหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น
ที่จัดตั้งขึ้นในเขตชุมชนที่มีความเจริญและใช้ในการบริหารเมืองเป็นหลัก
ซึ่งหลายประเทศประสบความสำเร็จในการใช้ “เทศบาล” เป็นเครื่องมือที่สำคัญใน การปกครองประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย
สำหรับสังคมไทยเทศบาลเป็นรูปแบบการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในเขตชุมชนเมืองที่ใช้มาตั้งแต่
พ.ศ. 2476 จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2542) เกือบ 66 ปีแล้ว
ความเป็นมา
พ.ศ. 2476 ได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2476 และกำหนดให้เทศบาลเป็นองค์กรบริหารรูปหนึ่งของราชการบริหารส่วนท้องถิ่น
และมีการตราพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 ขึ้น
ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารปกครองตนเองของเทศบาล
พ.ศ. 2478 ได้มีการจัดตั้งเทศบาลเป็นครั้งแรก ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 โดยการยกฐานะสุขาภิบาลที่มีอยู่เดิม 35 แห่งขึ้นเป็นเทศบาล
และได้มีการปรับปรุงกฎหมาย
ดังกล่าวอยู่เป็นระยะ เช่น ในปี พ.ศ. 2481 และ พ.ศ. 2483
พ.ศ. 2496 ได้มีการตราพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ขึ้นใช้แทนกฎหมายเก่าทั้งหมด และได้มีการใช้กฎหมาย พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ. 2496 (โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมอยู่เป็นระยะ)
จนถึงปัจจุบัน (2541) ได้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับบทบัญญัติหมวดว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2540
พ.ศ. 2542 ได้มีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.
เทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2542 เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2542
หลักเกณฑ์การจัดตั้งเทศบาล
พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจัดตั้งท้องถิ่นใดขึ้นเป็นเทศบาลไว้ 3
ประการ ได้แก่
1.
จำนวนของประชากรในท้องถิ่นนั้น
2.
ควมเจริญทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น
โดยพิจารณาจากการจัดเก็บรายได้ตามที่กฎหมายกำหนด
และงบประมาณรายจ่ายในการดำเนินกิจการของท้องถิ่น
3.
ความสำคัญทางการเมืองของท้องถิ่น
โดยพิจารณาถึงศักยภาพของท้องถิ่นนั้นว่าจะสามารถพัฒนาความเจริญได้รวดเร็วมากน้อยเพียงใด
จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น กฎหมายได้กำหนดให้จัดตั้งเทศบาลขึ้นได้ 3
ประเภท ดังนี้
1.
เทศบาลตำบล กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดตั้งเทศบาลตำบลไว้อย่างกว้างๆ
ดังนี้
1.1 มีรายได้จริงโดยไม่รวมเงินอุดหนุนในปีงบประมาณที่ผ่านมา ตั้งแต่ 12,000,000
บาท ขึ้นไป
1.2
มีประชากรตั้งแต่ 7,000 คนขึ้นไป
1.3
ได้รับความเห็นชอบจากราษฎรในท้องถิ่นนั้น
สำหรับในกรณีที่มีความจำเป็น
เช่น การควบคุมการก่อสร้างอาคาร การแก้ปัญหาชุมชนแออัด การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
การพัฒนาท้องถิ่นหรือการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในรูปเทศบาล
กระทรวงมหาดไทยจะสั่งให้ดำเนินการยกฐานะสุขาภิบาลเป็นเทศบาลตำบลเฉพาะแห่งได้
หรือกรณีที่จังหวัดเห็นว่าสุขาภิบาลใดมีความเหมาะสม
สมควรยกฐานะขึ้นเป็นเทศบาลตำบลได้
ก็ให้จังหวัดรายงานไปให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งให้ดำเนินการยกฐานะสุขาภิบาลเป็นเทศบาลตำบลได้
โดยให้จังหวัดชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น
พร้อมทั้งส่งข้อมูลความเหมาะสมไปให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาด้วย
2.
เทศบาลเมือง มีหลักเกณฑ์การจัดตั้งดังนี้
2.1
ท้องที่ที่เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดทุกแห่ง
ให้ยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองได้โดยไม่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์อื่นๆ ประกอบ
2.2
ส่วนท้องที่ที่มิใช่เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดจะยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง
ต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้
(1)
เป็นท้องที่ที่มีพลเมืองตั้งแต่ 10,000 คนขึ้นไป
(2)
มีรายได้พอแก่การปฏิบัติหน้าที่อันต้องทำตามที่กฎหมายกำหนดไว้
(3)
มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะเป็นเทศบาลเมือง
3.
เทศบาลนคร มีหลักเกณฑ์การจัดตั้งดังนี้
3.1
เป็นท้องที่ที่มีพลเมืองตั้งแต่ 50,000 คน ขึ้นไป
3.2
มีรายได้พอแก่การปฏิบัติหน้าที่อันต้องทำตามที่กฎหมายกำหนดไว้
3.3
มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะขึ้นเป็นเทศบาลนคร
โครงสร้างเทศบาล
พระราชบัญญัติเทศบาล
พ.ศ. 2496 ได้แบ่งโครงสร้างของเทศบาลออกเป็น
2 ส่วน คือ สภาเทศบาล
และคณะเทศมนตรี
สำหรับการปฏิบัติงานในหน้าที่ประจำในเทศบาล
จะมีโครงสร้างทางเจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่งเรียกว่า พนักงานเทศบาล
1.
สภาเทศบาล ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ
ซึ่งคอยควบคุมและตรวจสอบฝ่ายบริหารอันเป็นวิถีทางแห่งการถ่วงดุลอำนาจ กำหนดให้สภาเทศบาลประกอบด้วยสมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน
และสมาชิกสภาเทศบาลนี้อยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 5 ปี (ปัจจุบันมีการแก้ไขให้อยู่ในวาระคราวละ
4 ปี) ทั้งนี้จำนวนสมาชิกสภาเทศบาล
จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเภทของเทศบาล ดังนี้
1.1 สภาเทศบาลตำบล มีสมาชิกทั้งหมด 12 คน
1.2 สภาเทศบาลเมือง มีสมาชิกทั้งหมด 18 คน
1.3 สภาเทศบาลนคร มีสมาชิกทั้งหมด 24 คน
สภาเทศบาลนั้นมีประธานสภาคนหนึ่ง
และรองประธานสภาคนหนึ่งโดยให้ผู้ว่าราชการแต่งตั้งมาจากสมาชิกสภาเทศบาลตามมติของสภาเทศบาล
กล่าวคือ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้เรียกประชุมสภา เทศบาลครั้งแรกภายใน 90
วัน นับแต่การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเสร็จสิ้นแล้ว
ให้สมาชิกสภาเทศบาลประชุมเลือกกันเองจากสมาชิกด้วยกัน
จะเลือกบุคคลอื่นนอกจากสมาชิกสภาเทศบาลไม่ได้ ประธานสภามี
หน้าที่ดำเนินกิจการของสภาเทศบาลให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับการประชุมเทศบาลควบคุมบังคับบัญชารักษาความสงบ
และเป็นตัวแทนสภาในกิจการภายนอก
2.
คณะเทศมนตรี
ฝ่ายบริหารกิจการของเทศบาล
ได้แก่ คณะเทศมนตรี ซึ่งอำนาจในการบริหารงานอยู่ที่ คณะเทศมนตรี
โดยคณะเทศมนตรีเลือกมาจากสมาชิกสภาเทศบาลที่สมาชิกสภาเทศบาลมีมติเห็นชอบ ซึ่งประกอบด้วยนายกเทศมนตรี และเทศมนตรี
อีก 2-4 คน ตามฐานะเทศบาล คือ
ก. กรณีที่เป็นเทศบาลเมืองและเทศบาลตำบล ให้มีเทศมนตรีได้ 2 คน ซึ่งเมื่อรวมนายก
เทศมนตรีเป็นคณะเทศมนตรีแล้ว มีจำนวน 3 คน
ข. กรณีที่เป็นเทศบาลนคร ให้มีเทศมนตรีได้ 4 คน
ซึ่งเมื่อรวมนายกเทศมนตรีเป็นคณะ
เทศมนตรีแล้วมีจำนวน 5 คน
สำหรับเทศบาลเมืองที่มีรายได้จากการจัดเก็บปีละ 20 ล้านบาทขึ้นไป
ให้มี เทศมนตรีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน
3.
พนักงานเทศบาล
พนักงานเทศบาลเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเทศบาลที่ปฏิบัติงานอันเป็นภารกิจประจำสำนักงานหรืออาจจะนอกสำนักงานก็ได้
ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างใกล้ชิด
เพราะหน้าที่ของเทศบาลนั้นต้องติดต่อและให้บริการแก่ประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย
ทั้งในเรื่องงานการทะเบียน การสาธารณูปโภค การศึกษา การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ซึ่งนับว่าเป็นภาระหน้าที่ที่ใกล้ชิดกับประชาชนในท้องถิ่นมาก
ซึ่งต่างกับคณะเทศมนตรีที่ว่าคณะเทศมนตรีรับผิดชอบและภารกิจในลักษณะของการ “ทำอะไร” ส่วนการ “ทำอย่างไร”
ก็จะเป็นหน้าที่ของพนักงานเทศบาล โดยมีปลัดเทศบาลเป็นผู้รับผิดชอบ
โฉมหน้าเทศบาลในยุค 2000
พระราชบัญญัติเทศบาล
(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2543 ได้กำหนดโครงสร้างเทศบาลให้มีองค์ประกอบ ดังนี้
1.
โครงสร้างให้เลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรงจากประชาชนในเขตเทศบาลนคร
และเทศบาลเมือง ภายหลังที่สมาชิกสภาเทศบาลนครหรือเทศบาลเมืองครบตามวาระ
หรือมีเหตุต้องยุบสภาไป
2.
เทศบาลตำบล ให้มีทางเลือกว่า เทศบาลแห่งใดจะมีการบริหารในรูปแบบคณะเทศมนตรีหรือนายกเทศมนตรี
ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนในเขตเทศบาลแต่ละแห่ง
จึงกล่าวได้ว่า เทศบาลใดจะใช้โครงสร้างแบบคณะเทศมนตรี
ก็จะมีโครงสร้างดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น
แต่หากเทศบาลใดใช้โครงสร้างแบบนายกเทศมนตรี นายกเทศมนตรีก็จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง
และคณะผู้บริหารจะประกอบด้วย
นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี ที่มาจากการแต่งตั้งของนายก เทศมนตรีตามจำนวน
ดังนี้
เทศบาลตำบล ให้มีรองนายกเทศมนตรีได้ไม่เกิน 2 คน
เทศบาลเมือง ให้มีรองนายกเทศมนตรีได้ไม่เกิน 3 คน
เทศบาลนคร ให้มีรองนายกเทศมนตรีได้ไม่เกิน
4 คน
และกฎหมายได้ให้อำนาจนายกเทศมนตรีแต่งตั้งที่ปรึกษานายกเทศมนตรี
เลขานุการนายก เทศมนตรี
เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ของนายกเทศมนตรีอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2543 ระบุว่า วันที่ 1 มกราคม 2550 เป็นต้นไป
ก็จะจัดให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรงทุกแห่งหรือจะใช้โครงสร้างแบบให้สมาชิกสภาเทศบาลเป็นผู้เลือกคณะเทศมนตรี
ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนโดยการลงประชามติ
การลงประชามติดังกล่าว
กฎหมายกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเทศบาลนั้น
ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลในเขตเทศบาลนั้น
ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้จัดให้มีการลงประชามติ ทั้งนี้
การยื่นคำร้องดังกล่าวต้องดำเนินการภายใน 360 วัน
ก่อนครบวาระของสภาเทศบาลที่ดำรงตำแหน่งอยู่ขณะนั้น และจะกระทำในวาระของสภาเทศบาลนั้นได้เพียงครั้งเดียว
นายกเทศมนตรีมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) กำหนดนโยบายไม่ขัดต่อกฎหมายและรับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมาย
เทศบัญญัติ และนโยบาย
(2) สั่ง
อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาล
(3) แต่งตั้งและถอดถอนรองนายกเทศมนตรี
ที่ปรึกษานายกเทศมนตรี และเลขานุการนายก
เทศมนตรี
(4) วางระเบียบเพื่อให้งานของเทศบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
(5) รักษาการให้เป็นไปตามเทศบัญญัติ
(6) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น
อำนาจหน้าที่ของสภาเทศบาล
ปกติสภาเทศบาลจะทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1.
อำนาจในการตราเทศบัญญัติ
เทศบัญญัติ
คือ กฎข้อบังคับของท้องถิ่น ซึ่งมีผลใช้บังคับได้เฉพาะในเขตเทศบาลนั้นๆ เท่านั้น โดยสภาเทศบาลเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการตราเทศบัญญัติโดยไม่ขัดหรือแย้งต่อตัวบทกฎหมาย
ในกรณีต่อไปนี้
ก. เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามหน้าที่ของเทศบาลที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยเทศบาล
ข. เมื่อมีกฎหมายบัญญัติให้เทศบาลตราเทศบัญญัติ หรือให้อำนาจตราเทศบัญญัติเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายฉบับนั้นๆ
สำหรับการพิจารณาตราเทศบัญญัติงบประมาณประจำปี
ถือว่าเป็นการใช้อำนาจสูงสุดในการควบคุม
ถ้าหากร่างดังกล่าวไม่ได้รับการเห็นชอบจากสภาเทศบาลแล้ว
นั่นหมายถึงว่าคณะเทศมนตรีสิ้นสุดในหน้าที่ (เพราะการไม่เห็นด้วยของเทศบาลมีความหมายถึงการไม่ยอมรับของประชาชนในท้องถิ่นด้วย)
โดยมีเงื่อนไขที่น่าสังเกตว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องเห็นชอบด้วย
และในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เห็นด้วยนั้น
การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าจะดำเนินการอย่างไร
ส่วนในการตราข้อบัญญัติทั่วไปจะมีหลักการคล้ายกัน
แต่ต่างกันตรงที่ว่าร่างดังกล่าวจะได้รับการวินิจฉัยขั้นสุดท้ายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เห็นด้วย
2.
อำนาจในการควบคุมฝ่ายบริหาร
สภาเทศบาลมีอำนาจในการควบคุมคณะเทศมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหารให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนและนโยบายที่กำหนดไว้
โดยมีมาตรการควบคุมที่สำคัญอย่างน้อย 3 ประการ
2.1 การตั้งกระทู้ถาม
สมาชิกสภาเทศบาลมีสิทธิที่จะตั้งกระทู้ถามคณะเทศมนตรีหรือเทศมนตรีในข้อความใดๆ
ที่เกี่ยวกับการงานในหน้าที่ได้
ถ้าหากสมาชิกสภาเกิดสงสัยหรือมีข้อข้องใจเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะเทศมนตรีหรือเทศมนตรี
หรือเมื่อเล็งเห็นว่าการกระทำใดๆ ของฝ่ายบริหารอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อท้องถิ่นหรือประชาชนในท้องถิ่นนั้น
ทั้งนี้นายกเทศมนตรีหรือเทศมนตรีนั้นๆ จะต้องตอบกระทู้ถามให้สมาชิกสภาหายข้องใจ
แต่ฝ่ายบริหารมีสิทธิที่จะไม่ตอบกระทู้ถามก็ได้
ถ้าเห็นว่ายังไม่สมควรตอบเพราะถ้าหากตอบไปแล้วจะเกิดความไม่ปลอดภัยหรือเสียประโยชน์ที่สำคัญของเทศบาล
2.2 การเปิดอภิปราย
กฎหมายว่าด้วยเทศบาลได้ให้สิทธิแก่สมาชิกสภาเทศบาล
ขอเปิดอภิปรายต่อคณะ
เทศมนตรีหรือเทศมนตรีคนใดคนหนึ่งได้
ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการที่กำหนดไว้ เช่น มีข้อกล่าวหาคณะเทศมนตรีว่าปฏิบัติงานไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่
ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่และมีความประพฤติเสื่อมเสียแก่ศักดิ์ตำแหน่ง ฯลฯ
2.3 การอนุมัติงบประมาณประจำปี
ก่อนที่จะมีการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในรอบปีต่อไป
คณะเทศมนตรีจะต้องเสนอ
งบประมาณประจำปีเพื่อขออนุมัติต่อสภาเทศบาลเสียก่อน และเมื่อสภาได้อนุมัติแล้ว
จึงจะดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ การที่กำหนดให้ต้องเสนอขออนุมัติงบประมาณก่อนนั้น
เพื่อที่สภาเทศบาลซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชนในท้องถิ่นนั้น
สามารถควบคุมการจัดหารายได้และการใช้จ่ายเงินของฝ่ายบริหารให้เป็นไปอย่าง ถูกต้อง และตรงกับความต้องการของท้องถิ่น
และในกรณีที่สภาเทศบาลพิจารณาแล้ว
ลงมติไม่รับหลักการแห่งร่างเทศบัญญัติงบประมาณประจำปีที่คณะเทศมนตรีเสนอแล้ว
ไม่ว่าจะต้องเหตุผลใดก็ตามจะมีผลทำให้คณะเทศมนตรีชุดนั้นต้องพ้นจากตำแหน่งไป
3.
อำนาจในการให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งคณะเทศมนตรี
บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยเทศบาล
ได้กำหนดเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะเทศมนตรีไว้ว่า
“ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเป็นนายกเทศมนตรี และเทศมนตรี
ด้วยความเห็นชอบของสภาเทศบาล”
กล่าวโดยสรุป
คือ อำนาจในการเห็นชอบแต่งตั้งคณะเทศมนตรี โดยสภาเทศบาลจะเสนอการเห็นสมควรให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง
มีข้อสังเกตว่าในปัจจุบันมีการจัดกลุ่มในลักษณะพรรคการเมืองขึ้น ดังนั้นกลุ่มที่ได้รับเลือกตั้งเป็นฝ่ายเสียงข้างมากจะมีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นฝ่ายบริหาร
(คณะเทศมนตรี)
4.
อำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการสภาเทศบาล
เพื่อที่จะให้การดำเนินงานต่างๆ
ของสภาเทศบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
สภาเทศบาลมีอำนาจที่จะตั้งคณะกรรมการเพื่อให้ปฏิบัติภารกิจที่มอบหมายให้ทำ ซึ่งคณะกรรมการที่
สภาเทศบาลจะแต่งตั้งนี้สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท
คือ
4.1
คณะกรรมการสามัญ คือ
คณะกรรมการที่ประกอบด้วยสมาชิกสภาเทศบาลซึ่งได้รับเลือกจากสภาเทศบาล
และกระทรวงมหาดไทยได้ออกระเบียบให้มีคณะกรรมการสามัญประจำสภาเทศบาลได้ไม่เกิน 2
คณะ โดยเทศบาลนครให้มีกรรมการในคณะหนึ่งๆ ไม่เกิน 5 นาย ส่วนเทศบาลเมืองและเทศบาลตำบลให้มีกรรมการในคณะหนึ่งๆ ได้ไม่เกิน 3
นาย
4.2
คณะกรรมการวิสามัญ คือ
คณะกรรมการที่ประกอบด้วยสมาชิกสภาเทศบาลหรือผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกที่มิได้เป็นสมาชิกซึ่งได้รับเลือกจากสภาเทศบาล
โดยอาจมีจำนวนและองค์ประกอบของคณะกรรมการได้เช่นเดียวกับคณะกรรมการสามัญดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
อำนาจหน้าที่ของคณะเทศมนตรี
คณะเทศมนตรีมีอำนาจหน้าที่สำคัญๆ อาจกล่าวโดยสรุปได้ 3 ประการ ดังนี้
1.
อำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลและรับผิดชอบในการบริหารงานโดยทั่วไปของเทศบาลตามที่เทศบาลกำหนดไว้
2.
อำนาจหน้าที่ในการเปรียบเทียบคดีที่ละเมิดต่อเทศบัญญัติ
โดยเทศมนตรีคนใดคนหนึ่งมีอำนาจเปรียบเทียบปรับในคดีที่มีการละเมิดต่อเทศบัญญัติได้
และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อประโยชน์แห่งการนี้
นายกเทศมนตรีหรือเทศมนตรีมีอำนาจที่จะเรียกผู้กระทำความผิดและพยานมาบันทึกถ้อยคำเพื่อประกอบการพิจารณาได้ด้วย
3.
อำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการต่างๆ
ตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ กล่าวคือ
คณะเทศมนตรีมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในการปฏิบัติงานต่างๆ
ในเขตเทศบาล ตาม
บทบัญญัติของกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่
หรือกฎหมายอื่นใดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นสมควรและได้กำหนดไว้โดยกฎกระทรวง
เพื่อให้การใช้อำนาจหน้าที่ของคณะเทศมนตรีดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพให้ได้มีการแบ่งอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยปัญหาและการสั่งการระหว่างนายกเทศมนตรีกับเทศมนตรีไว้ดังนี้
(ประหยัด หงษ์ทองคำ, 2526 : 55)
1.
นายกเทศมนตรี มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยสั่งการและบริหารงานในเรื่องต่อไปนี้
1.1
เรื่องเกี่ยวกับสภาเทศบาลหรือสมาชิกสภาเทศบาล
1.2
เรื่องที่ต้องรายงานอำเภอหรือจังหวัด
หรือกระทรวงไทยแล้วแต่กรณี
1.3
เรื่องที่กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะเทศมนตรี
1.4
เรื่องที่เกี่ยวกับการออกเทศบัญญัติหรือยกเลิกแก้ไขเพิ่มเติมเทศบัญญัติอยู่แล้ว
1.5
เรื่องที่ดำริขึ้นใหม่
ซึ่งอาจต้องมีโครงการหรือแผนงานหรือระเบียบการขึ้นใหม่
1.6
เรื่องที่ปลัดเทศบาลเห็นเป็นปัญหา
หรือกรณีพิเศษที่ควรได้รับการวินิจฉัยจากนายก
เทศมนตรี
1.7
เรื่องซึ่งนายกเทศมนตรีมีอำนาจสั่งการโดยเฉพาะ
1.8
เรื่องที่ปลัดเทศบาลเห็นสมควรเสนอเพื่อทราบ
2.
เทศมนตรีมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยสั่งการหรือบริหารงานในเรื่องต่อไปนี้
2.1
เรื่องที่คณะเทศมนตรีหรือนายกเทศมนตรีมอบหมายให้เป็นอำนาจหน้าที่ของเทศมนตรี
2.2
เรื่องที่ต้องรายงานนายกเทศมนตรี
2.3
เรื่องที่กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับระบุไว้ให้เป็นอำนาจหน้าที่
อนึ่ง
ในกรณีที่นายกเทศมนตรีไม่อยู่ หรือไม่สามารถบริหารกิจการได้
ให้นายกเทศมนตรีตั้งเทศมนตรีผู้หนึ่งทำงานแทน
และจะต้องแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ
อำนาจหน้าที่ของเทศบาล
พระราชบัญญัติเทศบาล
พ.ศ.2496 กำหนดให้เทศบาลมีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติหรือหน้าที่บังคับให้ปฏิบัติ
และอำนาจหน้าที่ที่จะเลือกปฏิบัติ นอกจากนั้นยังมีอำนาจตามที่กฎหมายเฉพาะอื่นๆ
กำหนด ทั้งยังได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของเทศบาลในฐานะระดับต่างๆ ไว้ เช่น เทศบาลตำบล
เทศบาลเมือง และ เทศบาลนคร ไว้แตกต่างกัน
โดยมีรายละเอียดกล่าวคือ
1.
หน้าที่บังคับหรือหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ
สรุปแบ่งหน้าที่ตามฐานะของเทศบาลไว้ดังนี้
เทศบาลตำบล
|
เทศบาลเมือง
|
เทศบาลนคร
|
1.
รักษาความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน
2.
ให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ
3.
รักษาความสะอาดของถนนหรือทางเดิน
และที่สาธารณะ รวมทั้งการกำจัดขยะมูลฝอยสิ่งปฏิกูล
4.
ป้องกันและระงับโรคติดต่อ
5.
ให้มีเครื่องใช้ในการดับเพลิง
6.
ให้ราษฎรได้รับการศึกษาอบรม
7.
หน้าที่อื่นๆ
ซึ่งมีคำสั่งกระทรวงมหาดไทย หรือกฎหมายบัญญติให้เป็นหน้าที่ของเทศบาล
|
มีหน้าที่เช่นเดียวกับเทศบาลตำบล ตามข้อ 1-7 และมีหน้าที่เพิ่มอีกดังนี้
1.
ให้มีน้ำสะอาดหรือการประปา
2.
ให้มีโรงฆ่าสัตว์
3.
ให้มีและบำรุงสถานที่ทำการพิทักษ์และรักษา
4.
ให้มีและบำรุงทางระบายน้ำ
5.
ให้มีและบำรุงส้วมสาธารณะ
6.
ให้มีและบำรุงการไฟฟ้าหรือแสงสว่างโดยวิธีอื่น
7.
ให้มีการดำเนินกิจการโรงรับจำนำหรือสถานสินเชื่อท้องถิ่น
|
มีหน้าที่เช่นเดียวกับเทศบาลเมือง ตามข้อ 1-12 และมีหน้าที่เพิ่มอีกดังนี้
1. ให้มีและบำรุงการสงเคราะห์มารดาและเด็ก
2. กิจการอย่างอื่น
ซึ่งจำเป็นเพื่อการ สาธารณสุข
|
2.
อำนาจหน้าที่ที่จะเลือกปฏิบัติ
เทศบาลตำบล
|
เทศบาลเมือง
|
เทศบาลนคร
|
1.
ให้มีน้ำสะอาดหรือการประปา
2.
ให้มีโรงฆ่าสัตว์
3.
ให้มีตลาด
ท่าเทียบเรือและท่าข้าม
4.
ให้มีสุสานและฌาปนสถาน
5.
บำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร
6.
ให้มีและบำรุงสถานที่ทำการพิทักษ์และรักษาคนเจ็บไข้
7.
ให้มีและบำรุงการไฟฟ้าและแสงสว่างโดยวิธีอื่น
8.
ให้มีและบำรุงทางระบายน้ำ
9.
เทศพาณิชย์
|
1.
ให้มีตลาด
ท่าเทียบเรือและท่าข้าม
2. ให้มีสุสานและฌาปนสถาน
3. บำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร
4. ให้มีและบำรุงการสงเคราะห์มารดาและเด็ก
5. ให้มีและบำรุงโรงพยาบาล
6. ให้มีการสาธารณูปการ
7. จัดทำกิจกรรม
ซึ่งจำเป็นเพื่อการ สาธารณสุข
8. จัดตั้งและบำรุงโรงเรียนอาชีวศึกษา
9. ให้มีและบำรุงสถานที่สำหรับการกีฬาและพลศึกษา
10.
ให้มีและบำรุงสวนสาธารณะ
สวนสัตว์ และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
11.
ปรับปรุงแหล่งเสื่อมโทรมและรักษาความสะอาดเรียบร้อยของท้องถิ่น
12.
เทศพาณิชย์
|
มีหน้าที่เช่นเดียวกันกับเทศบาลเมืองตามข้อ
1-12
|
3.
อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายเฉพาะอื่นๆ
กำหนด
นอกจากอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเทศบาล
พ.ศ. 2496 กำหนดไว้ แล้วยังมีกฎหมายเฉพาะอื่นๆ
กำหนดให้เทศบาลมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นๆ อีกเป็นจำนวนมาก
เช่น
(1)
พระราชบัญญัติป้องกันภยันตรายอันเกิดแก่การเล่นมหรสพ
พุทธศักราช 2464
(2)
พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน
พุทธศักราช 2475
(3)
พระราชบัญญัติสาธารณสุข พุทธศักราช 2535
(4)
พระราชบัญญัติควบคุมการใช้อุจจาระทำปุ๋ย
พุทธศักราช 2490
(5)
พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง
พ.ศ. 2493
(6)
พระราชบัญญัติป้องกันและระงับอัคคีภัย
พ.ศ. 2495
(7)
พระราชบัญญัติป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2498
(8)
พระราชบัญญัติการทะเบียนราฎร พ.ศ. 2534
(9)
พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าและจำหน่ายเนื้อสัตว์
พ.ศ. 2502
(10) พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535
(11) พระราชบัญญัติการผังเมือง
พ.ศ. 2518
(12) พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร
พ.ศ. 2522
(13) พระราชบัญญัติป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
พ.ศ. 2522
(14) พระราชบัญญัติโรคติดต่อ
พ.ศ. 2523
(15) พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ฯลฯ
การบริหารงานของเทศบาล
การบริหารงาน
ประกอบด้วย คณะเทศมนตรี
จะทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดนโยบายแนวทางการปฏิบัติงานในการพัฒนาท้องถิ่น จึงเห็นได้ว่าหน้าที่สำคัญในการวางแผนดำเนินงาน
ก็คือคณะเทศมนตรี
เป็นผู้รับผิดชอบควบคุมจัดทำให้เป็นไปตามแผนนั้น
จึงเท่ากับว่าคณะเทศมนตรีรับผิดชอบในด้านการวาง “นโยบาย”
นั่นเอง เมื่อปรียบเทียบกับการบริหารงานของรัฐบาลแล้ว
คณะเทศมนตรีก็เช่นเดียวกับคณะรัฐมนตรี ซึ่งบริหารราชการด้านนโยบาย
ส่วนงานประจำทั้งหมดย่อมอยู่ในความรับผิดชอบของปลัดเทศบาลหรือคล้ายกับปลัดกระทรวง
สำหรับสภาเทศบาล
จะทำหน้าที่การตราเทศบัญญัติโดยไม่ขัดหรือแย้งกับตัวบทกฎหมาย ซึ่งใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไปในเขตเทศบาล
หรือปฏิบัติการให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของเทศบาล และตามที่กฎหมายบัญญัติและให้อำนาจไว้
ซึ่งจะเห็นได้ว่าในกรณีหลังนี้กฎหมายได้ให้อำนาจแก่สภาเทศบาลมากในการวางนโยบายและการควบคุมการบริหารงานของคณะเทศมนตรี
การใช้อำนาจที่นับว่าสำคัญที่สุดของสภาเทศบาลในกรณีนี้คือ
การพิจารณาตราเทศบัญญัติงบประมาณประจำปี นับว่าสภาเทศบาลได้ใช้อำนาจอย่างสูงสุดในการบริหาร
และควบคุมคณะเทศมนตรี
การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล)
การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น
รศ.ดร.สมคิด เลิศไพบูลย์
ได้ให้ความเห็นว่า การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญประการหนึ่งของการกระจายอำนาจ
หากการกระจายอำนาจโดยปราศจากการกำกับดูแลแล้วย่อมทำให้รัฐเดี่ยวไม่สามารถดำรงตนอยู่ได้
ดังจะเห็นได้จาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 1 บัญญัติว่า
“ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้”
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงเป็นต้นกำเนิดของการกำกับดูแลที่สำคัญของรัฐเหนือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
หมวด 9
การปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่มาตรา 280-290 ได้กำหนดเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น
และการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ซึ่งแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น
แต่ความเป็นอิสระของท้องถิ่นดังกล่าวก็ยังคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความเป็นกลไกหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นภารกิจหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลที่จะต้องกำกับดูแล
ทั้งนี้เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถบริหาร กิจการได้อย่างประสิทธิภาพ
เป็นไปด้วยความถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติ
อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนโดยทั่วไป รัฐบาลจึงจำเป็นต้องกำกับดูแลท้องถิ่น
โดยผ่านการบริหารราชการส่วนกลาง และการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ได้แก่
จังหวัดและอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนและกลไกที่สำคัญของรัฐบาลในการกำกับ ดูแลท้องถิ่น
ทั้งนี้การกำกับดูแล จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ดังนี้
1.
การกระทำเท่าที่จำเป็น
2.
กระทำตามที่กฎหมายบัญญัติ
3.
ต้องเป็นไปเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศชาติ โดยรวม
4.
จะกระทบถึงสาระสำคัญของหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นไม่ได้
วิธิการในการกำกับดูแล
1.
การกำกับดูแลโดยตรง
1.1
การกำกับดูแลตัวบุคคลหรือองค์กร เช่น
(1)
กรณีผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นว่า
คณะเทศมนตรีหรือเทศมนตรีผู้ใดถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน
ละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่
หรือมีความประพฤติในทางจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ศักดิ์ตำแหน่ง หรือแก่เทศบาลหรือ ราชการ
เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้สอบสวนแล้วเห็นว่า
จะให้คงอยู่ในตำแหน่งในระหว่างการสอบสวนจะเป็นการเสียหายแก่เทศบาล
ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งพักคณะเทศมนตรีหรือเทศมนตรีได้ไม่เกิน 30 วัน แล้วรีบรายงานการสั่งพักไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มาตรา 48)
(2)
กรณีผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นว่าคณะเทศมนตรี
เทศมนตรี นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี
ปฏิบัติการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน
ละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่
หรือมีความประพฤติในทางจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ศักดิ์ตำแหน่งหรือแก่เทศบาลหรือราชการ
ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพร้อมด้วยหลักฐาน
เพื่อขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งให้คณะเทศมนตรี เทศมนตรี นายกเทศมนตรี
รองนายกเทศมนตรี ออกจากตำแหน่งได้ (มาตรา 73 ประกอบมาตรา 48 ปัญจวีสติ 48 ปัญจทศ และ
48 โสฬส)
(3)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งยุบสภาเทศบาล
หากเห็นว่า เพื่อเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในเขตเทศบาล
หรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวมตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานเสนอความเห็น (มาตรา 74)
1.2
การกำกับดูแลการกระทำ
การกระทำที่สำคัญๆ
ของเทศบาลจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของราชการบริหารส่วนกลางและราชการบริหารส่วนภูมิภาค เช่น
(1)
การกำกับดูแลก่อนที่การกระทำจะมีผลบังคับใช้
เช่น การอนุมัติ การอนุญาต การให้ความเห็นชอบ
- ร่างเทศบัญญัติ (ร่างเทศบัญญัติทั่วไปและร่างเทศบัญญัติงบประมาณ)
ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัด (มาตรา 62)
- การทำกิจการนอกเขตเทศบาลต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ซึ่งปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งที่ 961/2534 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 มอบอำนาจดังกล่าวให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาอนุมัติแทน
(มาตรา 57 ทวิ)
- การจัดตั้งหรือยุบเลิกสหการต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา (มาตรา 58)
- การกู้เงินจากกระทรวง ทบวง กรม องค์การหรือนิติบุคคลต่างๆ
ต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มาตรา 66)
ซึ่งปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งที่ 252/2541
ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 มอบอำนาจดังกล่าวให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาอนุมัติแทน
- การจ่ายเงินอุดหนุนและการจ่ายเงินเพื่อการลงทุนต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด
(มาตรา 67 ทวิ)
(2) การสั่งเพิกถอนหรือสั่งให้ระงับการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
กล่าวคือ กรณีนายอำเภอ ในกรณีแห่งเทศบาลตำบลในอำเภอนั้น
หรือผู้ว่าราชการจังหวัดในกรณีแห่งเทศบาลเมืองและเทศบาลนคร เห็นว่า คณะเทศมนตรี เทศมนตรี นายกเทศมนตรี
รองนายกเทศมนตรี ปฏิบัติการของเทศบาลไปในทางที่อาจจะเป็นการเสียหายแก่เทศบาลหรือเสียหายแก่ราชการ
และนายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณี
ได้ชี้แจง แนะนำ ตักเตือน แล้วไม่ปฏิบัติตาม
นายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณีมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอน
หรือสั่งให้ระงับการปฏิบัติของคณะเทศมนตรี เทศมนตรี นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี
ไว้ก่อนได้ แล้วรีบรายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทราบภายใน 15 วัน เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยสั่งการตามที่เห็นสมควร (มาตรา 72 ประกอบมาตรา 48 ปัญจวีสติ)
2.
การกำกับดูแลโดยอ้อม
2.1
การใช้เงินอุดหนุนเป็นมาตรการในการกำกับดูแล
ทุกปีส่วนกลางจะจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ซึ่งสามารถแยกเป็น 2 กรณีด้วยกัน คือ
เงินอุดหนุนทั่วไปกับเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ เงินอุดหนุนทั่วไปนั้น
เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับแล้วจะนำไปใช้ในด้านใดๆ ก็ได้
โดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของส่วนกลาง ส่วนเงินอุดหนุนเฉพาะกิจนั้นจะเป็นเงินอุดหนุนที่ระบุกิจการโดยตรงที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะนำไปใช้ได้
เงินอุดหนุนส่วนนี้จะถูกควบคุมอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอนจากส่วนกลางตามระเบียบที่รัฐบาลกำหนด
ดังนี้
(1)
การขอรับเงิน
จะต้องเสนอโครงการผ่านกรมการปกครองให้สำนักงบประมาณพิจารณาลักษณะความเหมาะสมของโครงการตลอดจนราคาค่าใช้จ่าย
(2) การใช้จ่ายเงิน
จะต้องเป็นไปตามโครงการงบประมาณที่ได้รับอนุมัติทุกประการ
(3) การเปลี่ยนแปลงรายการ
จะต้องได้รับอนุมัติจากสำนักงบประมาณก่อนทุกกรณี
เว้นแต่กรณีที่สำนักงบประมาณมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้พิจารณา
(4) การเบิกจ่ายเงินจะกระทำได้เมื่อถึงงวดการจ่ายเงินตามสัญญา
โดยต้องเบิกจากคลังจังหวัด
(5) การกันเงิน
จะต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง
แม้ในทางทฤษฎี
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีอิสระที่จะขอรับเงินอุดหนุนเฉพาะกิจหรือไม่ก็ได้
ซึ่งก็หมายความว่า ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ขอรับเงินอุดหนุนเฉพาะกิจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมจากส่วนกลาง
แต่ถ้าขอรับเงินอุดหนุนเฉพาะกิจนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมเงินอุดหนุน
จึงเป็นมาตรการในการกำกับดูแลทางอ้อมประเภทหนึ่ง
ซึ่งจำกัดเสรีภาพในทางการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นอย่างมาก
2.2
การใช้สัญญามาตรฐานเป็นมาตรการในการกำกับดูแล
สัญญามาตรฐานก็คือ
“สัญญาที่บุคคล (หรือนิติบุคคล) ทางกฎหมายมหาชน หรือทางกฎหมายแพ่งบุคคลหนึ่งกระทำขึ้น
โดยแบบของสัญญานั้นถูกกำหนดขึ้นโดยบุคคลที่สาม” การที่แบบของสัญญานี้ถูกกำหนดขึ้นโดยบุคคลที่สาม
จึงเท่ากับว่าบุคคลที่ทำสัญญานั้นๆ ถูกจำกัดอำนาจและการริเริ่ม
สร้างสรรค์ในการกำหนดรายละเอียดทางสัญญานั่นเอง
การใช้สัญญามาตรฐานเป็นมาตรการในการกำกับดูแลทางอ้อมนั้น
มีการใช้อย่างแพร่หลายในระบบกฎหมาย
ลายลักษณ์อักษรในส่วนที่เกี่ยวกับการกระจายอำนาจนั้นมักพบตัวอย่างนี้มากมาย เช่น
การจัดทำสัญญาต่างๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ระเบียบกระทรวงมหาดไทย
ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 125 กำหนดว่า
จะต้องทำตามตัวอย่างสัญญาที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดและไม่ทำให้หน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเสียเปรียบ




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น