สงครามโลกครั้งที่
1
( ค.ศ. 1914 – 1918 )และสงครามโลกครั้งที่ 2
คำสำคัญ
1.
ซาราเจโว 2. ลัทธินาซี 3.ลัทธิฟาสซิสต์ 4.
ฉนวนโปแลนด์
5.
สงครามแบบเบ็ดเสร็จ
สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มใน
ค.ศ. 1914 สิ้นสุดในค.ศ.1918 เป็นความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ 2 ค่าย คือ ประกอบด้วย เยอรมนี ออสเตรีย – ฮังการี
และอิตาลี (ผู้นำสำคัญ คือบิสมาร์ค แห่งเยอรมนี)
กับฝ่าย ประกอบด้วย Triple Entente
ได้แก่ บริเตนใหญ่ ( อังกฤษ ) ฝรั่งเศส และรัสเซีย
การรบเริ่มขึ้นหลังการลอบสังหารมกุฎราชกุมารแห่งออสเตรีย –
ฮังการี และสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของมหาอำนาจกลาง หรือ Triple Alliance มีการทำสนธิสัญญาแวร์ซายส์
บังคับให้เยอรมนีและพันธมิตรเสียค่าปฏิกรรมสงครามชดใช้จำนวนมหาศาลและเสียดินแดนที่เป็นอาณานิคมให้แก่ฝ่าย
Triple Entente
แผนที่สงครามโลครั้งที่ 1แสดงการรบในยุโรปและตะวันออกกลาง
สาเหตุสงครามโลกครั้งที่ 1
1.ลัทธิชาตินิยม
การเกิดลัทธิชาตินิยมจากคริสต์ศตวรรษที่ 15
เป็นต้นมา ทำให้เกิดระบบรวมรัฐชาติ สร้างระบบรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง รัฐชาติในประเทศยุโรปต่างแสวงหาความเป็นมหาอำนาจ
ทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ รัฐชาติหมายถึง รัฐหรือประเทศที่ประชาชนมีความรู้สึกผูกพันกัน
มีความสามัคคี ภาคภูมิใจในความเป็นชาติ จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ความรักชาติที่รุนแรงจนเป็นลัทธิชาตินิยม
ทำให้เชื่อว่าชาติตนเหนือกว่าชาติอื่น
ผลักดันชาติของตนได้เปรียบชาติอื่นไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ หรือการทหาร
นำไปสู่การแข่งขันอำนาจกัน จนกลายเป็นสงคราม เช่น สงครามการรวมอิตาลี
การรวมเยอรมนี จนถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
2.ลัทธิจักรวรรดินิยม
2.ลัทธิจักรวรรดินิยม
ลัทธิชาตินิยมนำไปสู่ลัทธิจักรวรรดินิยม
ลัทธิจักรวรรดินิยม หมายถึงประเทศที่พัฒนา
แล้วประสบความสำเร็จด้านเศรษฐกิจ
การทหาร และวิทยาศาสตร์ เข้าครอบครอง ที่ด้อยพัฒนากว่า
ลัทธิจักรวรรดินิยมเริ่มจากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
เมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้ต้องการวัตถุดิบและตลาด มหาอำนาจยุโรป เช่น
อังกฤษ ฝรั่งเศส ปรัสเซีย ( เยอรมนี) เนเธอร์แลนด์ ต่างแข่งขันกันขยายอำนาจในการครอบครองดินแดนในทวีปเอเชียอเมริกากลางและอัฟริกาโดยครอบงำทาวัฒนธรรม และวิถีชีวิต
เป็นแหล่งเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้เมืองแม่
3.การแบ่งกลุ่มพันธมิตรยุโรป
3.การแบ่งกลุ่มพันธมิตรยุโรป
นโยบายการรวมกลุ่มที่มีผลประโยชน์ตรงกัน
เริ่มต้นใน ค.ศ. 1907 เมื่อ เยอรมัน และออสเตรีย-ฮังการีลงนามในสนธิสัญญาพันธมิตรไตรมิตร
(Triple Alliance )ประจันหน้ากับรุสเซีย เนื่องจากเยอรมนี ต้องการไม่ให้รัสเซียเป็นใหญ่ในชนเผ่าสลาฟแหลมสมุทรบอลข่าน
ต่อมามีอิตาลีมาร่วมประเทศ เพราะไม่พอใจฝรั่งเศสที่แย่งครอบครองตูนิเซีย
ในฐานะรัฐในอารักขา ฝ่ายออสเตรีย – ฮังการีซึ่งต้องการเป็นใหญ่ในแหลมบอลข่านเช่นกัน
โดยได้รับการสนับสนุนจากเยอรมนี อังกฤษ
ฝรั่งเศส และรัสเซียลงนามในสนธิสัญญาฉันทไมตรีไตรมิตร (Triple Entente ) ค.ศ. 1907และเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นด้วย
4. ความขัดแย้งเรื่องแหลมบอลข่าน
4. ความขัดแย้งเรื่องแหลมบอลข่าน
สาเหตุสำคัญเกิดจากการที่ออสเตรีย
– ฮังการีขัดแย้งกับเซอร์เบีย เรื่องการสร้างเขตอิทธิพลในแหลมบอลข่าน
เยอรมนีสนับสนุนออสเตรีย – ฮังการี
ขณะที่รัสเซียสนับสนุนเซอร์เบีย
ความขัดแย้งขยายความรุนแรงเป็นสงครามระหว่างรัฐในแหลมบอลข่าน มหาอำนาจจึงมีโอกาสแทรกแซงและตั้งกลุ่มพันธมิตร
จุดระเบิดของสงครามโลกครั้งที่
1 มกุฎราชกุมารแห่งออสเตรีย-ฮังการีคือ
อาร์ค ฟรานซิส เฟอร์ดินานด์ กับพระชายาโซเฟีย ถูกลอบปลงพระชนม์ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ.1914ที่เมืองซาราเจโว ขณะเสด็จเยือนเมืองหลวงของบอสเนีย
โดยคนร้ายชื่อ กาฟริโล ปรินซิพ นักศึกษาชาวบอสเนียสัญชาติเซอร์เบีย ออสเตรียเรียกร้องให้เซอร์เบียปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง
เซอร์เบียปฏิเสธออสเตรีย-ฮังการีจึงประกาศสงครามกับเซอร์เบีย 28 กรกฎาคม 1914 รัสเซียแสดงตนว่าเป็นผู้พิทักษ์เผ่าสลาฟจึงระดมพล เยอรมนีประกาศสงครามกับฝรั่งเศสและรัสเซีย
ต่อมาอังกฤษเข้าสู่สงครามเมื่อเยอรมนีบุกเบลเยียม
และญี่ปุ่นได้ประกาศสงครามต่อเยอรมนี
เพราะมุ่งหวังในอาณานิคมของเยอรมนีในจีน
ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1
ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1
1. การสถาปนาองค์การสันนิบาตชาติ แต่มีจุดอ่อนในการรักษาสันติภาพ เพราะรัสเซีย
ถอนตัวและสหรัฐอเมริกาไม่เข้าเป็นสมาชิก
ทั้งยังไม่มีกองทหารรักษาสันติภาพด้วย
2. เกิดสนธิสัญญาสันติภาพที่ประเทศผู้ชนะร่างขึ้นมี
5 ฉบับ
- สนธิสัญญาแวร์ซายส์ทำกับเยอรมนี เยอรมนีต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาลและเสียดินแดนหลายแห่ง
ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลก ราคาสินค้าตกต่ำ
ในเยอรมนีไม่สามารถใช้หนี้สงครามได้และมองสนธิสัญญานี้ว่าไม่เป็นธรรม
จนฮิตเลอร์นำมาประณามเมื่อเริ่มมีอำนาจ
- สนธิสัญญาแซงต์
แยร์แมงทำกับออสเตรีย
- สนธิสัญญาเนยยี
ทำกับบัลแกเรีย
-
สนธิสัญญาตริอานองทำกับฮังการี
-
สนธิสัญญาแซฟส์ทำกับตุรกี ต่อมาเกิดการปฏิวัติในตุรกีจึงมีการทำสนธิสัญญาใหม่เรียกว่าสนธิสัญญาโลซานน์
3. ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น และความยากจนต่อเนื่องจากก่อนสงคราม
นำไปสู่การที่เลนิน ปฏิวัติเปลี่ยนประเทศรัสเซียเป็นคอมมิวนิสต์ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่
1
4. ในยุโรป มีรูปแบบของรัฐเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้แก่รัสเซีย
เลนินปฏิวัตินำระบบคอมมิวนิสต์มาปกครองรัสเซียใน ค.ศ. 1917 และในค.ศ. 1924 -1953 สตาลินได้ใช้ระบบเผด็จการที่เน้นการปราบศัตรูทางการเมืองและการผูกขาดอำนาจด้วยความรุนแรงมากขึ้น
ส่วนในเยอรมนี ฮิตเลอร์ได้เป็นผู้นำ ใช้ระบบเผด็จการโดยอำนาจพรรคนาซี ตั้งแต่ ค.ศ.1933
และในอิตาลี
มุสโสลินีได้ตั้งพรรคฟาสซิสต์ขึ้นในเวลาต่อมา
5.
เกิดประเทศใหม่ 7 ประเทศเนื่องมาจากการแยกดินแดนได้แก่ ฮังการี
ยูโกสลาเวีย โปแลนด์ เชคโกสโลวาเกีย ลิทัวเนีย
แลตเวีย แอสโตเนีย
สงครามโลกครั้งที่สอง
สงครามโลกครั้งที่สองเป็นความขัดแย้งระหว่างคู่สงคราม
คือ ฝ่ายอักษะ ประกอบด้วย เยอรมนี อิตาลีและญี่ปุ่น อีกฝ่ายหนึ่งได้แก่ อังกฤษ
ฝรั่งเศส และรัสเซีย ต่อมาจึงมีประเทศอื่นๆ เข้าร่วม สงคราม
ทำให้สงครามขยายไปทั่วโลก
สาเหตุเริ่มต้นของสงคราม
สาเหตุเริ่มต้นของสงคราม
1.
สนธิสัญญาสันติภาพที่ไม่เป็นธรรม ระบุให้ประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย
ค่าปฏิกรรมสงครามและเสียดินแดน เช่นสนธิสัญญาแวร์ซายส์ เยอรมนี ต้องเสียอาณานิคม ต้องคืนแค้วนอัลซาล – ลอเรนแก่ฝรั่งเศส โปเซนและปรัสเซียตะวันตกให้โปแลนด์ มอรสเนท ยูเพนและมัลเมดีให้เบลเยี่ยม ชเลสวิคและโฮลสไตน์ให้เดนมาร์ก
แคว้นซูเดเตนให้เชคโกสโลวาเกีย และ
เมเมลให้ลิทัวเนีย จ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม ปีละ 5 พันล้านดอลลาร์ ถูกจำกัดกำลังทหารมีทหารได้ไม่เกิน
100,000 คน ห้ามเกณฑ์ทหารเป็นต้น จากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้เกิดสงครามโลกครั้งที่
2 ขี้น
ฮิตเลอร์และพรรคนาซีได้ปลุกระดมต่อต้านการเสียค่าปฏิกรรมสงคราม
แผนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป
และนำความอดยาก ยากจนมาให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
2. ความอ่อนแอ่ของ องค์การสันนิบาตชาติ
ที่ไม่สามารถบังคับประเทศที่เป็นสมาชิกและไม่ปฏิบัติตามสัตยาบันได้
3.
ความแตกต่างทางด้านการปกครอง กลุ่มประเทศฟาสซิสต์มีความเข้มแข็งมากขึ้น
ได้รวมกันเป็น มหาอำนาจอักษะ (Berlin-Rome-Tokyo Axis ) จุดประสงค์แรก
คือเพื่อต่อต้านรัสเซีย ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์
ต่อมาได้ขยายไปสู่การต่อต้านชนชาติยิวและนำไปสู่ความขัดแย้งกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร
4. บทบาทของสหรัฐอเมริกา สหรัฐปิดประเทศโดดเดี่ยว
สมัยประธานาธิบดีมอนโร
ตามแนวคิดในวาทะมอนโร
สหรัฐจะไม่แทรกแซงกิจการประเทศอื่นและไม่ยอมให้ประเทศอื่นมาแทรกแซงกิจการของตนเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่
1 และรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้
ประชาชนจึงเลือกพรรคเดโมแครตเข้ามาเป็นรัฐบาลปกครองประเทศโดยประธานาธิบดี แฟรงคลิน
ดี รุสเวลท์ ได้รับเลือกต่อกันถึงสี่สมัย ( ค.ศ.1933 – 1945 )
ชนวนที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ฉนวนโปแลนด์(Polish Corridor ) มีชาวเยอรมนีอาศัยอยู่มาก
เยอรมนีเสียดินแดนส่วนนี้ให้แก่โปแลนด์ตามสนธิสัญญาแวร์ซาย์
และฉนวนโปแลนด์ยังแบ่งแยกดินแดนเยอรมนีเป็นสองส่วน คือส่วนปรัสเซียตะวันตกและปรัสเซียตะวันออก
ฮิตเลอร์ ขอสร้างถนนผ่านฉนวนโปแลนด์ไปปรัสเซียตะวันออก อังกฤษและฝรั่งเศสคัดค้าน
ฮิตเลอร์จึงยกเลิกสัญญาที่เยอรมนีจะไม่รุกรานโปแลนด์ และทำสัญญาไม่รุกรานกับสหภาพโซเวียต เยอรมนีเริ่มสงครามด้วยการบุกโปแลนด์ 1 กันยายน
ค.ศ. 1939 แบบสายฟ้าแลบ (Blitzkrieg)
ฉนวนโปแลนด์
อังกฤษและฝรั่งเศสประกาศเข้าร่วมสงคราม ด้านมหาสมุทรแปซิฟิก ญี่ปุ่นบุกแมนจูเรียในปีค.ศ.1931
และเสนอแผนการที่จะสถาปนา “วงไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา” เพื่อผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่ อ่าวเพิร์ล
ฮาร์เบอร์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 สหรัฐจึงเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง โดยประกาศสงครามเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตร
ขณะเดียวกันญี่ปุ่นเปิดสงครามในตะวันออกเฉียงใต้หรือเรียกว่า “สงครามมหาเอเชียบูรพา”
สงครามโลกในยุโรปสิ้นสุดลงเมื่อกองทัพสัมพันธมิตรบุกเข้าเบอร์ลินในเดือนมิถุนายน
ค.ศ.1944 และเมื่อสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิ
ในวันที่ 6
และ 9 สิงหาคม
ค.ศ.1945 สงครามโลกจึงสิ้นสุดลง
สัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่ ชายฝั่งแคว้นนอร์มังดี
วัน V-E DAY
ผลของสงครามโลกครั้งที่สอง
1. เกิดองค์การสหประชาชาติเพื่อดำเนินงานแทนองค์การสันนิบาตชาติ
ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสันติภาพของโลกและให้กลุ่มสมาชิกร่วมมือช่วยเหลือกัน
นับว่ามีความเข้มแข็งกว่าเดิม
เพราะสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งและมีกองทหารของสหประชาชาติ
2. ทำให้เกิดสงครามเย็นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้น ประเทศสหภาพโซเวียต ปกครองโดยสมัยสตาร์ลินมีนโยบายขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ไปสู่
ยุโรปตะวันออก และเยอรมนีตะวันออก
ซึ่งมีทหารรัสเซียเข้าปลดปล่อยดินแดนเหล่านี้จากอำนาจฮิตเลอร์ในสงครามโลกครั้งที่สอง
ขณะที่สหรัฐต้องการสกัดกั้นการขยายตัวดังกล่าว
และเผยแผ่การปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยในประเทศต่าง ๆ
โดยเฉพาะดินแดนอาณานิคมที่ประกาศเอกราช เป็นประเทศใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
จนเกิดสภาวการณ์ที่เรียกว่า สงครามเย็น( Cold War )
สงครามเย็น( Cold War )
คำสำคัญ
1.
สตาลิน 2. วาทะทรูแมน 3. แผนการมาร์แชล 4. วิกฤตการณ์เบอร์ลิน
คำถามชวนคิด
1.
สงครามเย็นหมายความว่าอย่างไร
2.
สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงสัญญาลักษณ์ของสงครามเย็นคืออะไร
สาเหตุของสงครามเย็น
สหรัฐอเมริกาได้ประกาศวาทะทรูแมน
(Trueman Doctrine)ในค.ศ
1947 มีสาระสำคัญว่า
...สหรัฐอเมริกาจะโต้ตอบการคุกคามของประเทศคอมมิวนิสต์ทุกรูปแบบและทุกสถานที่
แล้วแต่สหรัฐจะเห็นสมควร โดยไม่จำกัด ขนาด เวลา และสถานที่ ....จะให้ความช่วยเหลือประเทศต่าง
ๆ ให้พ้นจากการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์
พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือแก่กรีซและตุรกีเป็นตัวอย่าง
สืบเนื่องมาจากสหภาพโซเวียตเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ และแทรกแซงให้ความช่วยเหลือกบฎในตุรกีและกรีกเพื่อจัดตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์
การประกาศวาทะทรูแมนจึงเป็นจุดเริ่มต้นสงครามเย็นที่แท้จริง
ต่อมาสหรัฐได้ประกาศแผนการมาร์แชล(Marshall Plan) เพื่อให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจกับยุโรปตะวันตก
ขณะเดียวกันสหภาพโซเวียตได้ตอบโต้ด้วยการจัดตั้ง
องค์การโคมินฟอร์ม ( Cominform ) ใน ค.ศ. 1947
เพื่อขยายลัทธิคอมมิวนิสต์สู่ประเทศต่าง ๆ
และสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์
โดยเฉพาะในยุโรปตะวันออก ต่อมาได้ซึ่งพัฒนามาเป็นองค์การ
โคมินเทอร์น (Comintern)
การเผชิญหน้าทางทหาร ในค.ศ. 1949 สหรัฐอเมริกาได้จัดตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งแอตแลนติกเหนือ
(North Atlantic Treaty Organization ) ประกอบด้วยภาคี 12
ประเทศ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ลักซัมเบอร์ก
สหรัฐอเมริกา แคนาดา เดนมาร์ค ไอซ์แลนด์ อิตาลี นอร์เวย์และเปอร์ตุเกส
ต่อมาตุรกีและกรีซ ได้เข้าเป็นสมาชิก และในค.ศ. 1955 เยอรมนีตะวันตกได้เข้าเป็นสมาชิกด้วย
ในค.ศ.1955 สหภาพโซเวียตได้ชักชวนให้ประเทศในยุโรปตะวันออกลงนามในสนธิสัญญาวอร์ซอร์
( Warsaw Pact)ซึ่งเป็นสนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือทางทหาร
ประเทศภาคี คือ สหภาพโซเวียต
เยอรมนีตะวันออก โปแลนด์ ฮังการี รูมาเนีย บัลกาเรียและเชคโกสโลวาเกีย
การแบ่งเขตยึดครองเบอร์ลินของของมหาอำนาจ 4 ประเทศสร้างกำแพงยาวกว่า 27 ไมล์ กั้นระหว่างเบอร์ลินในค.ศ.1961 เรียกกำแพงเบอร์ลิน
วิกฤตการณ์เบอร์ลิน(The Berlin
Blockade) ค.ศ.1948
เบอร์ลินถูกแบ่งเป็น 4
ส่วนแบ่งเขตยึดครองคือ ฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา
ได้ส่วนยึดครองทางเบอร์ลินตะวันตกและเยอรมนีตะวันตก
สหภาพโซเวียตได้เบอร์ลินส่วนตะวันตกและเยอรมนีตะวันตก เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองสหภาพโซเวียตได้ประกาศปิดล้อมเบอร์ลินไม่ให้สัมพันธมิตรเข้าออกเบอร์ลินในวันที่
19 มิถุนายน 1948 ถึง พฤษภาคม 1949 มิให้มีการติดต่อกับภายนอก เพื่อบังคับให้มหาอำนาจตะวันตกละทิ้งเบอร์ลิน
โดยปิดเส้นทางคมนาคมทางบก ทางน้ำ ตัดกระแสไฟฟ้าประเทศสัมพันธมิตรและคณะมนตรีความมั่นคงแก้ปัญหาโดยการใช้เครื่องบินบรรทุกเครื่องอุปโภคบริโภคไปโปรยให้ชาวเบอร์ลินตะวันตกเป็นเวลากว่า
1 ปี เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การแบ่งแยก เยอรมันีเป็น 2 ประเทศและแบ่งเบอร์ลินเป็น
2 ส่วนอย่างถาวร
ในค.ศ.1949 เยอรมนีตะวันตกได้ตั้งเป็นประเทศ ชื่อว่า
สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันและสหภาพโซเวียตได้ตั้งเขตปกครองของตนในเยอรมนีตะวันออกเป็น
สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน เมื่อแบ่งประเทศแล้ว
ชาวเยอรมนีตะวันออกได้อพยพมาอยู่ในเขตตะวันตกมากขึ้นตลอดเวลา ทำให้รัสเซียต้อง
สร้างกำแพงยาวกว่า 27 ไมล์ กั้นระหว่างเบอร์ลินในค.ศ.1961
เรียก กำแพงเบอร์ลิน
เครื่องบินสัมพันธมิตรขนส่งอาหารให้กับประชาชนในเบอร์ลินตะวันตก
กำแพงเบอร์ลินสร้างในปี ค.ศ. 1961
แบ่งเบอร์ลินตะวันตกและตะวันออก ออกจากกัน
เป็นสัญลักษณ์สำคัญหนึ่งของสงครามเย็น
และถูกทำลายไปเมื่อค.ศ. 1989 ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1990 โดยมิคาอิล กอบาชอฟ ยินยอมให้เยอรมันทั้งสองตัดสินใจอนาคตตนเอง โดยสหภาพโซเวียตจะไม่เข้าแทรกแซงจึงมีการรวมเยอรมันเป็นประเทศเดียวกันอย่างเป็นทางการ
เรียกว่า สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี


.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น